จะลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างไร ? ถ้าความไม่เป็นธรรมทางสังคมยังดำรงอยู่
| by : บุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์ www.thaiNGO.org |
(1)
![]() พระสุพจน์ สุวโจ |
อีกไม่กี่วันที่สวนป่าเมตตาธรรม จ.เชียงใหม่ จะมีการจัดงานกึ่งทศวรรษแห่งการจากไปของพระสุพจน์ สุวโจ ถ้ายังจำกันได้เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2548 พระสุพจน์ สุวโจ พระสงฆ์ในกลุ่มพุทธทาสศึกษาและเครือข่ายเสขิยธรรม พระนักอนุรักษ์ที่มีความเชี่ยวชาญในการเผยแผ่ธรรมะด้วยสื่อสมัยใหม่บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ได้ถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยมในสถานปฏิบัติธรรมแห่งนี้ อย่างไรก็ตามผ่านมากว่า 5 ปี มีการโอนคดีจากสภ.ฝาง มาให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม รับผิดชอบแทน แต่คดีก็ไม่มีความคืบหน้า ไม่สามารถระบุตัวบุคคล หรือกลุ่มบุคคลผู้ต้องสงสัย ไม่สามารถยืนยันอย่างแน่ชัด ว่าคดีนี้มูลเหตุมาจากเรื่องใด และมีใครเป็นผู้เกี่ยวข้องหรือบงการ พอๆกับคดีทนายสมชาย นีละไพจิตร ผ่านไปกว่า 6 ปี ก็ไร้วี่แวว
(2)
มีข่าวเล็ดรอดมาว่า กลางเดือนมิถุนายน 2553 รัฐบาลไทยมีแผนการเตรียมลงนามรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการ “เขื่อนไซยะบุรี” ซึ่งเป็นเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงใน สปป.ลาว เป็นหนึ่งใน 11 โครงการเขื่อนผลิตไฟฟ้าบนแม่น้ำโขงสายหลักที่กำลังถูกจับตาจากองค์กรอนุรักษ์ธรรมชาติ เพื่อซื้อไฟฟ้า 1,220 เมกะวัตต์ มีสัญญาผูกพัน 29 ปี โดย ครม.ได้อนุมัติร่างสัญญาซื้อขายไฟฟ้าไปเมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2553 ที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่เครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อแม่น้ำโขงระบุชัดว่า การดำเนินการไม่โปร่งใส สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ทำให้พื้นที่ริมตลิ่งเหนือสันเขื่อนจะถูกน้ำท่วมเป็นระยะทางกว่า 90 กิโลเมตร แหล่งขยายพันธุ์และแหล่งอาศัยของปลาและสัตว์น้ำในแม่น้ำโขงจะถูกทำลายโดยสิ้นเชิง แต่รัฐบาลไทยก็ยังไม่มีการเปิดเผยผลการศึกษาที่เกี่ยวข้องและจัดกระบวนการรับฟังความเห็นจากภาคประชาชน นี้ยังไม่นับว่าเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2553 รัฐบาลไทยโดยอีแก็ตอินเตอร์เนชั่นแนล (EGAT) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ลงนามบันทึกความตกลงกับรัฐบาลพม่า เพื่อสร้างเขื่อนฮัตจี ในประเทศพม่าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
(3)
8 มิถุนายน 2553 ณ ที่ประชุมประจำปีขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีการอภิปรายถึงกรณีที่รัฐบาลไทยไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีที่มีอยู่ตามอนุสัญญาฉบับที่ 19 ว่าด้วยการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมเรื่องเงินทดแทนกรณีอุบัติเหตุของแรงงานข้ามชาติ ทั้งๆที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาฉบับนี้ไว้ตั้งแต่ปี 2511 แต่กลับปฏิเสธไม่ให้แรงงานข้ามชาติจากประเทศพม่า ซึ่งบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเนื่องจากการทำงานในประเทศไทยได้รับเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทน (กรณีนางหนุ่ม ไหมแสง) แม้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะสรุปความเห็นแล้วว่า การปฏิเสธดังกล่าวเป็นการเลือกปฏิบัติและละเมิดต่อมาตรฐานสิทธิมนุษยชนก็ตาม
พอๆกับกรณีที่จนบัดนี้กระทรวงแรงงานก็ยังไม่มีวี่แววจะประกาศกฎกระทรวงคุ้มครองคนทำงานบ้าน (แม่บ้าน) ปล่อยให้แรงงานบ้าน ซึ่งเป็นผู้ใช้แรงงานที่แบ่งเบาภาระชนชั้นกลางไทย ต้องถูกละเมิดสิทธิ ไม่ได้รับการคุ้มครอง เกิดความบาดเจ็บจากการทำงาน เข้าไม่ถึงหลักประกันทางสังคม อยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือกรณีของแรงงานประมงที่มีกฎกระทรวงฉบับที่ 10 ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 คุ้มครองเฉพาะ แต่ก็พบว่าขัดกับสภาพการจ้างงานตามความเป็นจริง เนื่องจากกฎกระทรวงฉบับนี้ระบุไว้ว่า จะไม่บังคับใช้กับเรือประมงที่ออกเรือนอกประเทศไทยเกินกว่า 1 ปี แต่โดยทั่วไปแล้วเรือประมงส่วนใหญ่ต้องออกไปหาปลานอกราชอาณาจักรไทยเกินกว่า 1 ปีอยู่แล้ว
(4)
เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2553 คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบผ่าน“ร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. ….” โดยสาระสำคัญกำหนดให้การชุมนุมสาธารณะต้องได้รับการอนุญาตจากทางราชการล่วงหน้าก่อน 72 ชั่วโมง ที่จะจัดการชุมนุม และต้องไม่กีดขวางทางเข้า-ออกสถานที่ที่ประทับของพระมหากษัตริย์ พระราชินีและพระรัชทายาท และสถานที่พำนักของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ รัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล ศาล และหน่วยงานของรัฐ ท่าอากาศยาน ท่าเรือ สถานีรถไฟหรือสถานี ขนส่งสาธารณะ โรงพยาบาล สถานศึกษา และศาสนสถาน ตลอดจนสถานทูตหรือสถานกงสุลของรัฐต่างประเทศ ทำให้เครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านกรูด ชี้ชัดว่าจุดประสงค์อันแท้จริงที่ออกกฎหมายฉบับนี้น่าจะเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของผู้ชุมนุมมากกว่าที่จะอำนวยประโยชน์ให้กับกลุ่มผู้ชุมนุม เพราะไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้กับกลุ่มชุมนุมที่รวมตัวกันเพื่อเรียกร้องเรื่องปากท้องของประชาชน โดยเฉพาะการชุมนุมในระดับท้องถิ่น นอกจากนั้นกป.อพช. ภาคอีสาน และองค์กรเครือข่าย ย้ำเพิ่มเติมว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 และเป็นการละเมิดสิทธิประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายการพัฒนาของรัฐ
(5)
ปลายเดือนมีนาคม 2553 ผู้อพยพชาวกะเหรี่ยงราว 600 คน ที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยเมื่อเดือนมิถุนายน 2552 หลังจากที่เกิดการปะทะกันระหว่างทหารกะเหรี่ยงและกองกำลังร่วมของกองทัพพม่ากับกะเหรี่ยงพุทธ (DKBA) ได้ถูกกองทัพไทยส่งกลับไปยังประเทศพม่า ทั้งๆที่สถานการณ์ในประเทศพม่ายังอยู่ในความไม่มั่นคงเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงว่าอาจจะมีกับระเบิดฝังอยู่ มีการบังคับใช้แรงงานหรืออาจจะมีการบังคับชาวบ้านให้ไปเป็นทหาร ศูนย์ข่าวสารกะเหรี่ยง The Karen Information Center (KIC) เปิดเผยว่า ผู้ลี้ภัยเหล่านั้นกลับไปยังพม่าโดยสมัครใจ แต่เกิดขึ้นหลังจากโดยกดดันจากผู้มีอำนาจในประเทศไทยหลายต่อหลายครั้ง นาง ปอ เก บรรณาธิการของ KIC เล่าว่า “คนเหล่านั้นต้องหมดความหวังเมื่อเจ้าหน้าที่ไทยบอกกับพวกเขาหลายครั้งว่า ให้กลับไปยังประเทศพม่า พวกเขาจึงตัดสินใจว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเขา พวกเขาก็จะกลับบ้าน”
(6)
แม้ว่าสภาผู้แทนราษฎรจะรับร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่) พ.ศ…. ซึ่งมีสาระสำคัญว่าด้วยการคืนสัญชาติไทยให้คนไทยพลัดถิ่น ที่เสนอโดยนายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ พรรคประชาธิปัตย์ มาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 จนมีการบรรจุเป็นวาระการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2552 แล้วก็ตาม แต่ผ่านมาจนบัดนี้ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวก็ยังมิได้ถูกพิจารณา ทั้งๆที่จะว่าไปแล้วคนไทยพลัดถิ่น ซึ่งมีการประมาณการณ์ว่าสูงถึง 20,000 คน เป็นคนไทยที่ถูกละเมิดสิทธิมายาวนาน เป็นกลุ่มคนไทยที่เสียสัญชาติ ทำให้ถูกกดขี่รีดไถ เดินทางไปทำงานนอกพื้นที่ไม่ได้ เด็กที่เกิดในประเทศไทยไม่ได้แจ้งเกิด ด้อยโอกาสทางการศึกษา ฯลฯ และมีแนวโน้มว่าจะมีปัญหาเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ คนกลุ่มนี้หลายคนถูกผลักดันให้ขึ้นทะเบียนเป็นแรงงานข้ามชาติโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำให้เด็กที่เกิดในไทยกลายเป็นแรงงานข้ามชาติเช่นเดียวกันนี้ยังไม่นับกรณีกลุ่มลาวอพยพในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี กาญจนบุรี กลุ่มมุสลิมมะริด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หรือกลุ่มคนไทยไร้สัญชาติที่ตกหล่นจากการสำรวจในพื้นที่ภาคเหนือ คนเหล่านี้อาศัยอยู่ในประเทศไทยมายาวนาน ที่จนบัดนี้ก็ยังไม่มีการรับรองสิทธิรักษาพยาบาล การอนุญาตให้เดินทางออกนอกพื้นที่ ตลอดจนการเร่งรัดกระบวนการให้สัญชาติตามกฎหมาย หรือกรณีชาวเลอันดามัน ชาวมอแกน ที่ถูกทางหน่วยราชการในพื้นที่นำที่ดินของชุมชนมาจัดสร้างสถานที่ราชการ โดยปราศจากการคำนึงถึงความเกี่ยวโยงของที่ดินในฐานะของการเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมของชุมชน ที่ต้องครอบคลุมทั้งที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เพื่อประกอบพิธีกรรมและสุสาน
(7)
ทุกๆ ครั้งที่ประเทศเข้าสู่วิกฤติเศรษฐกิจหรือถูกทำให้เข้าใจว่ากำลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ สิ่งที่เกิดขึ้นในโรงงานเสมอมา คือ การปลดแรงงานในระบบอย่างต่อเนื่อง โรงงานลดขนาดลง สภาพการจ้างงานจะถูกเปลี่ยนแปลง มีการจ้างแรงงานในรูปแบบใหม่เข้ามาแทนที่ คือ การจ้างแรงงานชั่วคราว จ้างแบบต่อสัญญาเป็นระยะๆ หรือจ้างแบบเหมาค่าแรง ไม่มีการบรรจุเป็นแรงงานประจำ ซึ่งแรงงานนอกระบบแบบนี้ คือ แรงงานที่ไร้หลักประกันทางสังคมอย่างสิ้นเชิง ไร้กฎหมายคุ้มครอง ทั้งๆที่ก็ทำงานแบบเดียวกันกับตอนอยู่ในโรงงาน ทำให้นายทุนหรือผู้ประกอบการได้กำไรจากการขูดรีดแรงงานมากยิ่งขึ้น เป็นโอกาสของนายทุนที่มีโอกาสจะฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ แต่คุณภาพชีวิตผู้ใช้แรงงานกลับเลวร้ายลงกว่าเดิม นี้ยังมิได้กล่าวถึงแรงงานในภาคเกษตร (กลุ่มรายย่อย , พันธสัญญา) ซึ่งอยู่ภายใต้ความสัมพันธ์ของระบบทุนและกลไกตลาด หรือกรณีแรงงานในกิจการอิเลคทรอนิคส์และยานยนต์ ที่ได้รับเงินเดือนจริง 1 หมื่นบาทต่อเดือน แต่เงินเดือนที่มาจากงานโอทีจะมีสัดส่วนที่สูงมาก ทำให้เงินเดือนรวมสูงถึง 2-3 หมื่นบาท ผ่านชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน ไม่มีความปลอดภัย สภาพร่างกายอ่อนล้า ทำงานเป็นเครื่องจักร อยู่กับสายพาน ล้มเหลวด้านคุณภาพชีวิตอย่างสิ้นเชิง จนมีการกล่าวกันว่าชั่วโมงการทำงานของแรงงานในประเทศไทยสูงมากที่สุดในเอเชียหรือในโลกเลยทีเดียว อย่างน้อยสูงกว่าประเทศจีน เวียดนาม กัมพูชา ซึ่งมีกฎหมายกำหนดชัดว่า การทำโอทีให้โรงงานต้องขออนุญาตจากรัฐก่อน หรือในกลุ่มแรงงานไทยที่ไปทำงานต่างประเทศ ที่พอหมดสัญญาการจ้างงานเมื่อต้องกลับมาที่ประเทศไทยแล้วก็ไร้หลักประกันทางสังคม จึงต้องทนทำงานในต่างแดนต่อไป
จากสถานการณ์ความไม่เป็นธรรมทางสังคมที่ยังดำรงอยู่ อย่างน้อย 7 ข้อ ที่หยิบยกมากล่าวถึง ถือเป็นภาพสะท้อนสำคัญถึงความเหลื่อมล้ำของประชากรกลุ่มต่างๆในประเทศไทยเป็นอย่างดี ที่รัฐบาลไม่ว่าชุดใดๆ ยังมีความลักลั่นในการจัดการ ไม่เข้าใจคำว่า “ยุติธรรม” “ถูกเลือกปฏิบัติ” “เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” หรือแม้กระทั่งมองไม่เห็นความหลากหลายของคำว่า “ประชาชน” ที่มิสามารถ “เหมารวม” ได้ โดยเฉพาะในกลุ่มชายขอบ ด้อยอำนาจ อยู่ระหว่างพื้นที่ชายแดน และถูกนิยามว่า “ไม่ใช่ไทย” (นี้ยังมิได้พูดถึงประชาชนที่ตัวดำ ยากจน ไร้การศึกษา กินเหล้า สูบบุหรี่ เล่นการพนัน เล่นหวย ติดยาบ้า มีเพศสัมพันธ์นอกสมรส ท้องก่อนแต่ง นิยมความรุนแรง ชอบด่ารัฐบาล อย่างนี้เรียกว่าประชาชนไหม ?) แน่นอนผู้เขียนนึกไม่ออกจริงๆว่า พวกเขาและเธอจะมีส่วนร่วมได้อย่างไร (ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่เพียง How to อย่างที่รัฐบาลกล่าว) แค่กรอบคิดหรือนิยามว่า “ใครคือประชาชนบ้าง” ก็เป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกันมโหฬารแล้ว ฉะนั้นการที่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ในการเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย ตามแผนปรองดองแห่งชาติ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2553 ตอนหนึ่งว่า ”….บุคคลที่มายืนอยู่ตรงนี้ เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของสังคมที่มีความพร้อม และได้เริ่มเดินหน้าไปแล้ว แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อไป ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน มีความคิดความอ่านทางการเมืองอย่างไร ขอยืนยันว่าวันนี้เราพร้อมแล้วให้ทุกคนมีส่วนร่วมกับกระบวนการนี้….” จึงเป็นประโยชน์เก๋ๆ ที่ฟังแล้วดูดี แต่แท้จริงกลับซ่อนปัญหาความเหลื่อมล้ำเดิมๆ ไว้ใต้พรมเหมือนที่เคยเป็นมา
การปฏิรูปประเทศไทยไม่ใช่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ลวกน้ำร้อนแล้วกินได้ทันที ไม่ใช่ผลไม้สุกอยู่บนต้นที่จะกินเมื่อไหร่ก็ไปสอยลงมาเมื่อนั้น แต่คือการเริ่มต้นจากการเคารพในศักยภาพของมนุษย์ที่ทุกคนมีเท่ากันมาตั้งแต่เกิดก่อน เคารพและมีพื้นที่ให้กับเสียงหนึ่งเสียงของคนทุกคนที่มีตัวตน สามารถส่งเสียงได้โดยปราศจากความกลัว เมื่อนั้นจึงจะนำไปสู่การสร้างกระบวนการเรียนรู้ สร้างกติการ่วมกันของคนในสังคมที่เป็นธรรมต่อไป

